เคสนี้เป็นของสาขาพระราม 2 ค่ะ ลูกค้าใหม่อายุ 46 ปี เดินเข้ามาพร้อมใบตรวจจากแพทย์ พร้อมโจทย์ว่ามองจอไม่ค่อยไหวแล้ว พอไล่ดูรายละเอียดถึงรู้ว่าปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว เลยอยากเล่าให้ฟังว่าหน้าร้านเราไล่ดูทีละเปลาะยังไง จนจบที่เลนส์ Ultimate A-Pex TGEN’S Amethyst 1.50 ของ TOG (Thai Optical Group) บนกรอบ Prada PR A53V สี 1BC1O1 Silver ขนาด 56

เลนส์ TOG Ultimate A-Pex TGEN'S Amethyst 1.50 คู่กับกรอบ Prada PR A53V และใบรับประกันของแท้
เลนส์ Ultimate A-Pex TGEN’S Amethyst 1.50 คู่กับกรอบ Prada PR A53V เลนส์ขวายังใส เลนส์ซ้ายโดนแดดจนเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้ว

ปัญหาที่ลูกค้าเดินเข้ามาเล่า

อย่างแรกคือสายตายาวตามวัย พออายุเข้าหลัก 40 กลาง ๆ กล้ามเนื้อที่ใช้เพ่งใกล้ก็ทำงานได้น้อยลงเป็นเรื่องปกติ แต่งานของลูกค้าท่านนี้หนักกว่าคนทั่วไปตรงที่ต้องสลับจอทั้งวัน มือถือกับ iPad อยู่ระยะใกล้ แล้วยังมีจอคอมอีก 2-3 จอวางเรียงกันที่ระยะกลาง สายตาเลยต้องกระโดดไปกระโดดมาตลอดเวลา

อย่างที่สองคือมีสายตาเอียงอยู่ทั้งสองข้าง และเอียงคนละแนวกันด้วย ข้างขวาแกน 10 ข้างซ้ายแกน 180 ตรงนี้แหละที่ทำให้ลูกค้ามองไกลแล้วเจอภาพซ้อนและแสงฟุ้งกระจาย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน

ลูกค้ามีใบตรวจจากแพทย์มาด้วย ซึ่งช่วยเราได้เยอะมากค่ะ เพราะแปลว่ามีข้อมูลตั้งต้นที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว เราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

รีเช็คค่าสายตาที่หน้าร้านอีกรอบ

พนักงาน OD ประจำสาขารีเช็คให้ใหม่อีกครั้งโดยอิงใบแพทย์เป็นหลัก ผลออกมาแบบนี้ค่ะ

Full Correct (ค่าที่แก้ไขเต็มที่ตามที่ตาต้องการ)
ตาขวา -0.00 / -2.00 X10 · ตาซ้าย +0.25 / -2.25 X180 · มองสองตารวมกันได้ 20/20

ค่าที่ประกอบแว่นจริง
ขวา +0.00 / -1.50 X10 · ซ้าย +0.00 / -2.00 X180 · Addition 1.50

หลายคนเห็นแล้วจะสงสัยว่าทำไมไม่ใส่ค่าเต็มไปเลย ในเมื่อวัดได้ 20/20 แล้ว

ค่าที่ประกอบจริงลดค่าเอียงลงข้างละ 0.50 จากค่าเต็ม ส่วนแกนเอียงคงไว้เท่าเดิมทั้งสองข้าง ค่านี้พนักงาน OD ประจำสาขาเป็นคนกำหนด หลังรีเช็คสายตาที่หน้าร้านเทียบกับใบตรวจที่ลูกค้านำมา

การจ่ายค่าสายตาให้ต่างจากค่าที่วัดได้เต็มเป็นเรื่องปกติของงานประกอบแว่นค่ะ เพราะค่าที่ชัดที่สุดตอนนั่งวัด กับค่าที่ใส่แล้วสบายตาตลอดทั้งวัน ไม่ใช่ค่าเดียวกันเสมอไป ยิ่งเป็นแว่นโปรเกรสซีฟที่ต้องปรับตัวกับโครงสร้างเลนส์ไปด้วย ค่าที่เหมาะกับแต่ละคนจึงต้องดูจากการใช้งานจริงประกอบ ไม่ใช่ดูตัวเลขอย่างเดียว

ส่วนค่า Addition 1.50 มาจากระยะการใช้งานจริงของลูกค้า ซึ่งต้องสลับระหว่างมือถือ iPad และจอคอมหลายจอ ไม่ได้อิงตารางอายุอย่างเดียว

ทำไมถึงจบที่โปรเกรสซีฟ ไม่ใช่แว่นอ่านหนังสือ

ถ้าลูกค้าใช้แค่อ่านหนังสือ แว่นอ่านหนังสืออันเดียวก็จบ แต่พอโจทย์คือมือถือ iPad และจอคอมอีกหลายจอที่อยู่คนละระยะ แว่นอ่านหนังสือจะชัดแค่ช่วงเดียว พอเงยไปมองจอคอมก็เบลอ ต้องถอดใส่ทั้งวัน

ประกอบกับลูกค้ามีสายตาเอียงที่ต้องแก้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ตอนอ่านใกล้ โปรเกรสซีฟจึงตอบโจทย์กว่า เพราะได้ทั้งไกล กลาง ใกล้ในเลนส์เดียว และแก้เอียงต่อเนื่องทุกระยะ

โซนระยะไกล กลาง และใกล้ ของเลนส์โปรเกรสซีฟ TOG Ultimate A-Pex บนกรอบแว่น Prada
เลนส์โปรเกรสซีฟแบ่งเป็นสามโซนในเลนส์เดียว ไกลอยู่บน กลางอยู่ตรงกลาง ใกล้อยู่ล่าง

Ultimate A-Pex ต่างจากโปรเกรสซีฟทั่วไปตรงไหน

ในตระกูล U-Series ของ TOG ตัว Ultimate A-Pex เป็นรุ่นที่เน้นโครงสร้างสมดุลระหว่างไกล-กลาง-ใกล้ โดยขยายโซนระยะกลางกับระยะใกล้ให้กว้างขึ้น และเปลี่ยนโฟกัสได้เร็วกว่ารุ่นอื่นในตระกูลเดียวกัน ซึ่งตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าที่ต้องกวาดสายตาข้ามจอทั้งวันพอดี

เทคโนโลยี 7 ข้อต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ TOG ระบุไว้ในสเปกของเลนส์รุ่นนี้ ไม่ใช่ผลทดสอบของทางร้านนะคะ เราขอเรียบเรียงให้อ่านง่ายขึ้น

  • A.A.O — วิเคราะห์จากสรีระใบหน้าและตำแหน่งที่แว่นอยู่บนหน้าจริง ไม่ได้คิดจากเลนส์ลอย ๆ
  • Personalized Design — ขึ้นแบบเฉพาะบุคคล ไม่ได้หยิบแบบมาตรฐานมาใส่ค่าสายตา
  • Asian Fit Design — คำนึงถึงโครงหน้าและลักษณะการสวมแว่นแบบชาวเอเชีย ซึ่งดั้งจมูกและระยะแว่นห่างตาต่างจากที่ออกแบบให้ชาวตะวันตก
  • Corridor Optimization — จัดสมดุลทางเดินสายตาไกล-กลาง-ใกล้ ให้เปลี่ยนระยะแล้วลื่นขึ้น
  • Wide Vision Area — เพิ่มพื้นที่ใช้งานของแต่ละโซน เหลือบตาได้กว้างขึ้น ลดการหันทั้งศีรษะตาม ซึ่งคนใช้จอหลายจอจะรู้สึกได้ชัด
  • Binocular Optimization — คำนวณการทำงานของตาสองข้างร่วมกัน ไม่ได้คิดทีละข้างแล้วเอามาประกบ ข้อนี้สำคัญกับเคสที่ค่าสองข้างไม่เท่ากันอย่างเคสนี้
  • Frame/Position Compensation — ชดเชยตำแหน่งเลนส์บนใบหน้าให้เข้ากับกรอบแต่ละแบบ กรอบโค้งมากโค้งน้อยจะไม่ให้ผลเหมือนกัน

สรุปง่าย ๆ คือเลนส์ตัวนี้ไม่ได้ดูแค่ค่าสายตา แต่ดูว่าแว่นจะไปวางอยู่ตรงไหนบนหน้าของคนใส่ด้วย เราจึงต้องวัดค่าเพิ่มหลังเลือกกรอบเสร็จแล้ว ไม่ใช่วัดก่อน

แล้วทำไมต้องเปลี่ยนสีเป็นม่วง Amethyst

รุ่นที่ลูกค้าเลือกเป็น TGEN’S สี Amethyst ค่ะ เป็นเลนส์เปลี่ยนสี ออกแดดแล้วเลนส์จะเข้มขึ้นเป็นโทนม่วง กลับเข้าร่มก็ค่อย ๆ จางกลับมาใส ใส่ในออฟฟิศได้ตามปกติ

เลนส์ TGEN'S Amethyst ใสเมื่ออยู่ในร่ม และเปลี่ยนเป็นสีม่วงเมื่อเจอรังสี UV
แว่นคู่เดียวกัน ตอนอยู่ในร่มกับตอนโดนแดด ความเข้มขึ้นอยู่กับความแรงของรังสี UV

ข้อดีสำหรับเคสนี้คือลูกค้าไม่ต้องทำแว่นสองอัน โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลต้องปรับตัวสักพักอยู่แล้ว ถ้าต้องสลับไปใส่แว่นกันแดดอีกอันที่ไม่ใช่โปรเกรสซีฟ พอกลับมาใส่อันเดิมก็ต้องเริ่มปรับใหม่ทุกรอบ มีอันเดียวจบจึงง่ายกว่ามาก

ส่วนเฉดสีเป็นเรื่องความชอบล้วน ๆ ค่ะ เลนส์เปลี่ยนสีมีให้เลือกหลายโทน ม่วง Amethyst เป็นโทนที่เข้ากับกรอบสีเงินได้ดี ดูสุภาพ ไม่จัดจนเกินไป

เลนส์เปลี่ยนสี Amethyst โทนม่วงบนกรอบ Prada PR A53V ขณะอยู่กลางแดด
เฉด Amethyst ตอนโดนแดดเต็มที่ บนกรอบ Prada PR A53V สีเงิน

กรอบที่เลือกและเหตุผล

กรอบเป็น Prada PR A53V สี 1BC1O1 Silver ขนาด 56 เรื่องกรอบกับโปรเกรสซีฟมีข้อควรรู้อยู่อย่างหนึ่งค่ะ เลนส์โปรเกรสซีฟต้องการความสูงของเลนส์พอสมควร ถ้ากรอบเตี้ยเกินไป โซนระยะกลางกับระยะใกล้จะถูกบีบจนใช้ไม่สะดวก โดยเฉพาะคนที่ต้องมองจอคอมเป็นหลัก เวลาเลือกกรอบคู่กับโปรเกรสซีฟจึงต้องดูทรงกรอบไปพร้อมกัน

ถ้าอยากเห็นว่ากรอบตัวนี้อยู่บนหน้าตัวเองแล้วเป็นยังไง ลองแว่นออนไลน์ผ่านกล้องมือถือ ได้เลยค่ะ ไม่ต้องติดตั้งแอป

ใครที่น่าจะเหมาะกับเลนส์แบบนี้

  • คนอายุ 40 ขึ้นไปที่เริ่มมองใกล้ไม่ชัด แล้วงานต้องใช้หลายระยะในวันเดียว
  • คนทำงานหน้าจอหลายจอ หรือสลับมือถือกับจอคอมทั้งวัน
  • คนที่มีสายตาเอียงร่วมด้วย โดยเฉพาะที่แกนเอียงสองข้างไม่เหมือนกัน
  • คนที่เคยลองโปรเกรสซีฟรุ่นพื้นฐานแล้วรู้สึกว่าโซนใกล้แคบ ต้องส่ายหน้าหาจุดชัด
  • คนที่เข้า ๆ ออก ๆ ระหว่างในอาคารกับกลางแจ้ง แล้วไม่อยากพกสองอัน

ที่ต้องพูดกันตรง ๆ คือโปรเกรสซีฟทุกรุ่นมีช่วงปรับตัว ส่วนใหญ่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ช่วงแรกเวลาเดินลงบันไดให้ก้มหน้ามองแทนการเหลือบตาลง จะช่วยได้เยอะค่ะ และถ้าใส่แล้วยังรู้สึกไม่เข้าที่ กลับมาที่สาขาได้เลย เราปรับกรอบและเช็คตำแหน่งเลนส์ให้ใหม่ได้

อยากลองบ้าง เริ่มยังไง

เริ่มจากวัดสายตาฟรีที่สาขาก่อนค่ะ ถ้ามีใบตรวจจากแพทย์อยู่แล้วเอามาด้วยจะดีมาก เราจะได้ใช้เป็นตัวตั้ง แล้วรีเช็คตามระยะการใช้งานจริงของคุณอีกที

เคสนี้ทำที่สาขาพระราม 2 แต่ทุกสาขาทำได้เหมือนกันหมด ราคาเลนส์ขึ้นอยู่กับค่าสายตา ดัชนีหักเห และงานเคลือบที่เลือก ดูช่วงราคาได้ที่หน้าราคาเลนส์ TOG หรือทัก LINE @giftgreats มาถามก่อนก็ได้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมค่าสายตาที่ประกอบแว่นถึงไม่เท่ากับค่าที่วัดได้เต็ม

เพราะค่าที่วัดได้เต็มคือค่าที่ตาต้องการ แต่ค่าที่ใส่ในแว่นต้องดูว่าคนใส่รับไหวแค่ไหนด้วย โดยเฉพาะคนที่ใส่โปรเกรสซีฟครั้งแรกหรือมีสายตาเอียงมาก การลดค่าเอียงลงเล็กน้อยช่วยให้ปรับตัวได้ง่ายกว่า แล้วค่อยขยับขึ้นในคู่ถัดไปถ้าจำเป็น

Ultimate A-Pex ต่างจากโปรเกรสซีฟรุ่นพื้นฐานยังไง

ตามข้อมูลของ TOG รุ่นนี้ออกแบบเฉพาะบุคคลโดยคำนวณจากตำแหน่งที่แว่นวางบนใบหน้าจริงและทรงกรอบที่เลือก พร้อมขยายพื้นที่ใช้งานของโซนระยะกลางและระยะใกล้ ส่วนรุ่นพื้นฐานจะใช้แบบมาตรฐานเหมือนกันทุกคน

เลนส์เปลี่ยนสีใส่ในอาคารได้ไหม

ได้ค่ะ เมื่อไม่มีรังสี UV สีจะจางกลับมาใส ใช้เป็นแว่นสายตาประจำวันได้ตามปกติ ส่วนในรถกระจกส่วนใหญ่กรอง UV ไว้ สีจึงเข้มได้ไม่เต็มที่ ถ้าขับรถเป็นหลักแนะนำให้ปรึกษาที่สาขาว่ารุ่นไหนเหมาะกว่า

ใส่โปรเกรสซีฟแล้วต้องปรับตัวนานแค่ไหน

ส่วนใหญ่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับค่าสายตาและความเคยชินของแต่ละคน ช่วงแรกแนะนำให้ใส่ต่อเนื่องทั้งวันแทนการใส่ ๆ ถอด ๆ และถ้ายังรู้สึกไม่เข้าที่ ให้กลับมาให้ทางร้านเช็คตำแหน่งเลนส์และปรับกรอบให้ใหม่

ข้อมูลคุณสมบัติและเทคโนโลยีของเลนส์อ้างอิงจากผู้ผลิต TOG (Thai Optical Group) ค่าสายตาในบทความนี้เผยแพร่โดยไม่ระบุตัวตนของลูกค้า ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของร้าน

บทความนี้เล่าถึงการเลือกเลนส์เพื่อการมองเห็นในการใช้งานประจำวันเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาหรือคำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติของดวงตา เช่น ตาแดง ปวดตา หรือมองเห็นลดลงเฉียบพลัน ควรไปพบจักษุแพทย์