คนที่ยืนเลือกแว่นกันแดด Ray-Ban หน้าตู้มักเจอคำถามเดียวกัน คือป้ายบางรุ่นเขียนว่า Polarized บางรุ่นเขียนว่า Polarized+ หรือ Polarized S บางรุ่นมีตัวอักษร CH ต่อท้ายรหัส และบางรุ่นเลนส์โค้งเข้าด้านในจนดูเหมือนใส่กลับด้าน ทั้งที่มองผ่าน ๆ แล้วเลนส์ก็สีเข้มเหมือนกันหมด ความต่างจริงอยู่ที่วิธีจัดการกับแสง ไม่ใช่ความเข้มของสีเลนส์ บทความนี้อธิบายว่าเลนส์โพลาไรซ์ต่างจากเลนส์กันแดดทั่วไปอย่างไร Ray-Ban แบ่งเลนส์โพลาไรซ์ออกเป็นกี่แบบ ดูอย่างไรว่าเลนส์ที่ถืออยู่เป็นโพลาไรซ์ตามที่ผู้ผลิตรับรอง สถานการณ์ไหนที่โพลาไรซ์ไม่ใช่คำตอบ และเลนส์ Ray-Ban Reverse ที่หน้าตาแปลกกว่าใครมีเบื้องหลังอย่างไร

Ray-Ban เริ่มต้นจากเรื่องแสงจ้า

Ray-Ban ระบุว่าแบรนด์เริ่มทำเลนส์มาตั้งแต่ปี 1937 โดยจุดตั้งต้นคือการทำแว่นให้นักบินที่ต้องมองท้องฟ้าจ้าเป็นเวลานาน ชื่อแบรนด์เองก็มาจากแนวคิดเรื่องการกันแสง ทรงนักบิน (Aviator) จึงเป็นทรงแรก ๆ ที่คนนึกถึงเมื่อพูดถึงแบรนด์นี้ ส่วนเลนส์สีเขียว G-15 ก็ถูกยกให้เป็นเลนส์เอกลักษณ์ของแบรนด์มาอย่างยาวนาน ทุกวันนี้ Ray-Ban มีทั้งแว่นกันแดดและแว่นสายตาหลายร้อยรุ่น แต่เรื่องที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดในหมวดแว่นกันแดดก็ยังเป็นเรื่องเดิม คือจะกันแสงสะท้อนได้ดีแค่ไหน ซึ่งพาไปสู่เรื่องเลนส์โพลาไรซ์

เลนส์โพลาไรซ์ต่างจากเลนส์กันแดดธรรมดาอย่างไร

เลนส์กันแดดทั่วไปทำงานแบบลดแสงทุกทิศทางลงเท่า ๆ กัน เหมือนการหรี่ไฟทั้งห้อง ภาพที่เห็นจึงมืดลงสบายตาขึ้น แต่แสงที่สะท้อนจากพื้นผิวเรียบ ๆ ยังคงสว่างกว่าส่วนอื่นอยู่ดี เพราะถูกลดลงในสัดส่วนเดียวกับแสงที่เหลือ

แสงสะท้อนที่แยงตาเวลาขับรถหรืออยู่ริมน้ำมีลักษณะเฉพาะ เมื่อแสงแดดตกกระทบพื้นผิวแนวนอน เช่น ถนนเปียก ฝากระโปรงรถ ผิวน้ำ หรือพื้นทราย แสงที่สะท้อนขึ้นมาจะสั่นในแนวนอนเป็นส่วนใหญ่ เลนส์โพลาไรซ์มีฟิล์มกรองที่ยอมให้แสงผ่านได้ในแนวเดียว เมื่อตั้งแนวกรองไว้เป็นแนวตั้ง แสงสะท้อนที่สั่นแนวนอนจึงถูกตัดออกไปมาก ขณะที่แสงจากวัตถุทั่วไปยังผ่านเข้ามาได้ ผลที่รู้สึกได้คือเงาจ้าบนถนนหรือผิวน้ำหายไป มองเห็นพื้นผิวและรายละเอียดใต้แสงสะท้อนได้ชัดขึ้น สีดูอิ่มขึ้น และตาไม่ต้องหรี่ตลอดเวลา

ข้อที่ควรแยกให้ออกคือ โพลาไรซ์เป็นเรื่องของการกรองแสงสะท้อน ส่วนการกันรังสียูวีเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่ง เลนส์กันแดดที่ไม่ใช่โพลาไรซ์ก็กันยูวีได้ และเลนส์โพลาไรซ์ก็ไม่ได้เข้มกว่าเลนส์ธรรมดาเสมอไป แว่นกันแดดส่วนใหญ่ในตลาดรวมถึงเลนส์โพลาไรซ์มักอยู่ในระดับความเข้ม Category 2 ถึง 3 ซึ่งเป็นระดับสำหรับใส่กลางแจ้งในวันแดดจ้า ระดับของแต่ละรุ่นให้ดูจากข้อมูลบนแว่นหรือสอบถามที่สาขา

Polarized, Polarized+ และ Polarized S ของ Ray-Ban ต่างกันตรงไหน

ตอนนี้ Ray-Ban แบ่งเลนส์โพลาไรซ์เป็นสามกลุ่ม ทุกกลุ่มตัดแสงสะท้อนเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือการแต่งสีของภาพ สรุปจากหน้าข้อมูลเลนส์ที่ Ray-Ban เผยแพร่ได้ดังนี้

แว่นกันแดด Ray-Ban RB4264 กรอบสีเทา เลนส์ Polarized+ สีม่วงปรอททอง
Ray-Ban RB4264 รุ่นที่ใช้เลนส์ Polarized+
กลุ่มเลนส์ จุดเด่นตามที่ผู้ผลิตระบุ เหมาะกับใคร
Polarized เลนส์โพลาไรซ์พื้นฐานของแบรนด์ เน้นตัดแสงสะท้อนและให้ภาพคมชัด สีใกล้เคียงธรรมชาติ คนที่อยากได้สีภาพตามจริง ใช้ขับรถหรือเดินทางทุกวัน
Polarized+ ตัดแสงสะท้อนพร้อมเทคโนโลยีเพิ่มสีสัน ภาพจึงดูสดและเข้มกว่าแบบแรก คนที่ชอบภาพสีเข้มสด ใช้เวลากลางแจ้งเยอะ
Polarized S แต่งสีเฉพาะโทนตามสีเลนส์ที่เลือก และ Ray-Ban ระบุว่าเป็นเลนส์แรกของแบรนด์ที่ใช้ชั้นเคลือบกันแสงสะท้อนแบบมองไม่เห็น คนที่อยากได้เลนส์ที่ดูใสสะอาดจากภายนอกและชอบลุคสีเลนส์ชัด

Polarized S มีสีเลนส์สี่โทนบนเว็บไซต์ของ Ray-Ban คือ Redwood, Bronze, Forest และ Storm แต่ละโทนขับสีคนละกลุ่ม เช่น Redwood เน้นเฉดแดงส้ม ส่วน Storm เน้นฟ้าและเทา ในหน้าสินค้าของร้านจะเห็นเป็นชื่อสีภาษาไทยอย่าง แดงโพลาไรซ์ S บรอนซ์โพลาไรซ์ S เขียวโพลาไรซ์ S และน้ำเงินโพลาไรซ์ S

ส่วนรหัสรุ่นที่มีตัวอักษร CH ต่อท้าย เช่น RB3766CH มาจากเลนส์ที่เคยทำตลาดในชื่อ Chromance ซึ่งเป็นเลนส์โพลาไรซ์เพิ่มสีเหมือนกัน ปัจจุบันเว็บไซต์ Ray-Ban จัดรุ่นเหล่านี้ไว้ในคอลเลกชัน Polarized+ ป้ายหรือเอกสารของสินค้าที่ผลิตคนละช่วงจึงอาจใช้ชื่อต่างกัน

ถ้ายังเลือกไม่ถูก ให้เริ่มจากคำถามว่าอยากเห็นสีแบบไหน ถ้าต้องการสีภาพตามจริงเพื่อขับรถ Polarized ธรรมดาก็ครอบคลุมแล้ว ถ้าชอบภาพที่สดขึ้นอีกขั้นให้ลอง Polarized+ และถ้าชอบลุคเลนส์สีชัดพร้อมผิวเลนส์ที่ดูใสไม่มีเงาสะท้อนวาว Polarized S คือตัวเลือกที่ตรงที่สุด ทางที่ดีที่สุดคือลองใส่ทั้งสามแบบแล้วมองออกไปนอกร้านในวันแดดจัด ความต่างจะชัดกว่าการอ่านจากป้าย

ดูอย่างไรว่าเลนส์ Ray-Ban เป็นโพลาไรซ์

จุดที่ดูง่ายที่สุดคือมุมบนของเลนส์ แว่นกันแดด Ray-Ban ที่เป็นเลนส์โพลาไรซ์จะมีตัวอักษร P ต่อท้ายโลโก้ Ray-Ban เล็ก ๆ บนเลนส์ ถ้าไม่มีตัว P ให้ถือไว้ก่อนว่าเป็นเลนส์กันแดดแบบปกติ อีกทางคือดูชื่อเฉดเลนส์ในหน้าสินค้าหรือบนป้ายสินค้า ซึ่งจะมีคำว่า Polarized, Polarized+ หรือ Polarized S กำกับไว้

แว่นกันแดด Ray-Ban RB3766CH สีดำ เลนส์โพลาไรซ์สีเทาเข้ม มีลายเซ็น Ray-Ban และตัว P ที่มุมเลนส์
สังเกตลายเซ็น Ray-Ban ตามด้วยตัว P ที่มุมบนของเลนส์ (RB3766CH)

ถ้าอยากลองด้วยตัวเอง มีวิธีแบบบ้าน ๆ ที่อาศัยหลักทางแสงทั่วไป คือใส่แว่นแล้วมองหน้าจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์ แล้วค่อย ๆ เอียงศีรษะหรือหมุนจอ ถ้าเลนส์เป็นโพลาไรซ์ หน้าจอหลายรุ่นจะมืดลงหรือสีเพี้ยนไปในบางมุม เพราะจอ LCD และจอ OLED หลายรุ่นมีชั้นฟิล์มโพลาไรซ์อยู่ในตัวจอ แสงที่ออกมาจึงถูกกรองทิศทางมาแล้ว อย่างไรก็ตามจอรุ่นใหม่บางรุ่นออกแบบมาชดเชยเรื่องนี้ วิธีนี้จึงใช้ยืนยันแบบคร่าว ๆ ได้ แต่ไม่ควรใช้แทนเครื่องหมายบนเลนส์และข้อมูลสินค้า

สิ่งที่ไม่ควรใช้ตัดสินคือความเข้มของสีเลนส์ เลนส์สีเข้มมากอาจไม่ใช่โพลาไรซ์ และเลนส์โพลาไรซ์บางสีก็ดูอ่อนกว่าที่คิด หน้าสินค้าของ GIFTGREATS จึงอิงชื่อเฉดเลนส์ตามที่ผู้ผลิตระบุ รุ่นเดียวกันบางสีเป็นโพลาไรซ์ บางสีไม่ใช่ ถ้าต้องการโพลาไรซ์โดยเฉพาะ ให้ดูชื่อเฉดเลนส์ของสีที่เลือกเสมอ

เมื่อไหร่โพลาไรซ์ช่วยได้มาก และเมื่อไหร่ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี

โพลาไรซ์ให้ประโยชน์ชัดที่สุดในสถานการณ์ที่มีแสงสะท้อนจากพื้นผิวแนวนอนเยอะ ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือการขับรถบนถนนที่เพิ่งผ่านฝนหรือถนนคอนกรีตตอนบ่าย การนั่งเรือ ตกปลา และการเดินชายหาดตอนเที่ยง ซึ่งเป็นช่วงที่แสงสะท้อนรบกวนมากที่สุด

ส่วนสถานการณ์ที่เลนส์โพลาไรซ์อาจเป็นอุปสรรค มาจากหลักการทำงานของมันเอง

  • ต้องอ่านหน้าจอบ่อย เช่น หน้าจอ LCD บนคอนโซลรถบางรุ่น ตู้เอทีเอ็ม หน้าจอตู้เติมน้ำมัน หรือโทรศัพท์บางเครื่อง อาจมืดหรืออ่านยากในบางมุม ถ้างานของคุณต้องมองจอแบบนี้ตลอด ควรลองใส่แว่นแล้วมองจอที่ใช้จริงก่อนตัดสินใจ
  • ผู้ที่ต้องอ่านมาตรวัดแบบจอ อย่างนักบินหรือผู้ควบคุมเรือบางประเภท มักได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงเลนส์โพลาไรซ์ เพราะอาจทำให้อ่านค่าบนจอพลาด
  • ตอนกลางคืนหรือในที่แสงน้อย เลนส์ Category 3 ทุกชนิดไม่ว่าโพลาไรซ์หรือไม่ ออกแบบมาใช้ในวันแดดจัด ไม่เหมาะกับการขับรถตอนกลางคืน

ถ้าลักษณะการใช้งานของคุณอยู่ตรงกลาง คือขับรถกลางวันเป็นหลักแต่ต้องเหลือบดูหน้าจอรถบ้าง ส่วนใหญ่ยังใช้โพลาไรซ์ได้ เพียงแต่ควรลองกับรถคันที่ขับจริง หรือเลือกเลนส์กันแดดแบบไม่โพลาไรซ์ในเฉดที่ชอบแทน ซึ่ง Ray-Ban ก็มีให้เลือกหลายรุ่น

Ray-Ban Reverse เลนส์เว้าที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

Ray-Ban Reverse คือเลนส์เว้ารุ่นแรกของแบรนด์ เลนส์กันแดดทั่วไปจะโค้งนูนออกด้านนอก แต่ Reverse กลับด้านความโค้งให้เว้าเข้า ผลที่เห็นคือหน้าเลนส์ดูแบนและมีเงาสะท้อนแปลกตา เว็บไซต์ Ray-Ban อธิบายว่าเลนส์รูปทรงนี้ออกแบบให้รับกับแนวโหนกแก้มตามธรรมชาติ และนำทรงคลาสสิกของแบรนด์สี่ทรงมาทำใหม่ ซึ่งในร้านจะเห็นเป็น Aviator Reverse และ Caravan Reverse

แว่นกันแดด Ray-Ban Reverse RBR0102S ทรง Caravan กรอบสีทอง เลนส์สีน้ำตาล
Ray-Ban Reverse RBR0102S ทรง Caravan

คำถามแรกที่คนส่วนใหญ่สงสัยคือเลนส์ทรงแปลกแบบนี้มองแล้วภาพเพี้ยนหรือเปล่า เรื่องนี้ตอบได้จากหลักทั่วไปของแว่นกันแดด แว่นกันแดดไม่มีค่าสายตาที่วางขายในตลาดหลักต้องผ่านมาตรฐานเลนส์กันแดด เช่น ISO 12312-1 ซึ่งจำกัดว่าเลนส์จะมีกำลังหักเห ค่าสายตาเอียง และค่าปริซึมหลงเหลือได้ไม่เกินเท่าไร เกณฑ์นี้ใช้กับเลนส์ทุกรูปทรง ไม่ว่าจะโค้งออกหรือโค้งเข้า ความแปลกของ Reverse จึงอยู่ที่หน้าตาจากภายนอกมากกว่าภาพที่ผู้ใส่มองเห็น

อีกจุดที่ควรรู้คือชั้นเคลือบกันแสงสะท้อน เว็บไซต์ Ray-Ban ระบุว่าชั้นเคลือบของ Reverse ลดแสงสะท้อนได้สูงสุด 70% และตัวเลนส์ทำจากไบโอไนลอนที่มีคาร์บอนจากวัตถุดิบชีวภาพ 41% สำหรับแว่นกันแดดโดยทั่วไป ชั้นเคลือบกันแสงสะท้อนมีประโยชน์มากที่สุดที่ผิวด้านในของเลนส์ เพราะแสงที่กวนตาคือแสงจากด้านหลังศีรษะที่สะท้อนผิวเลนส์ด้านในกลับเข้าตา

ข้อควรรู้ก่อนเลือก Reverse คือเลนส์กลุ่มนี้ออกแบบเป็นเลนส์กันแดดแบบไม่มีค่าสายตา ถ้าต้องการแว่นกันแดดที่มีค่าสายตาด้วย ควรให้สาขาช่วยดูทางเลือกอื่นก่อน นอกจากนี้ Reverse บางสีเป็นโพลาไรซ์ บางสีไม่ใช่ เหมือนรุ่นทั่วไป ให้ดูชื่อเฉดเลนส์ของสีที่เลือก

ที่ GIFTGREATS มี Reverse ให้ลอง เช่น RAY-BAN RBR0101S ซึ่งคือ Aviator Reverse และ RAY-BAN RBR0102S ซึ่งคือ Caravan Reverse ทรงเหลี่ยมโลหะ ทั้งสองรุ่นมีบางสีที่เป็นเลนส์โพลาไรซ์ เช่น Polarized Dark Brown (มีทั้งสองรุ่น) และ Polarized Pink (RBR0102S) ส่วนสีอื่นเป็นเลนส์กันแดดปกติ

แว่นกันแดด Ray-Ban โพลาไรซ์ที่ร้านมี

รายการด้านล่างคัดจากหน้าสินค้าของ GIFTGREATS ที่ระบุเฉดเลนส์โพลาไรซ์ตามข้อมูลผู้ผลิต บางรุ่นเป็นโพลาไรซ์ทุกสี บางรุ่นเป็นเฉพาะบางสี กดชื่อรุ่นเพื่อดูสีทั้งหมดและราคาล่าสุด

  • RAY-BAN RB3025 ทรง Aviator คลาสสิก มีหลายสีที่เป็นโพลาไรซ์ เช่น G-15 โพลาไรซ์สีเขียว น้ำตาลโพลาไรซ์ และน้ำเงินโพลาไรซ์+ ส่วนสีอื่นเป็นเลนส์กันแดดปกติ
  • RAY-BAN RB8313 ทรงนักบิน เฉดเลนส์ที่มีเป็นโพลาไรซ์ทั้งหมด ได้แก่ G-15 โพลาไรซ์สีเขียว เทาโพลาไรซ์ และโพลาไรซ์เงิน
  • RAY-BAN RB4264 ทรงเหลี่ยม เลนส์ Polarized+ ทุกสี และเป็นรุ่นที่เว็บไซต์ Ray-Ban จัดไว้ในกลุ่ม Polarized+
  • RAY-BAN RB3766CH ทรงเหลี่ยมโลหะ เลนส์ Polarized+ ทุกสี มีทั้งโทนทอง น้ำตาล และเงินฉาบปรอท
  • RAY-BAN RB4475CH มีเลนส์ Polarized S สี่โทน คือ น้ำเงิน บรอนซ์ เขียว และแดง รวมถึงโพลาไรซ์และ Polarized+ บางสี
  • RAY-BAN RB4469 ทรงเหลี่ยม มีสีเขียวโพลาไรซ์ S สีแดงโพลาไรซ์ S และไล่ระดับสีเทาโพลาไรซ์ ส่วนบางสีเป็นเลนส์ปกติ

สีและขนาดที่มีวางจริงต่างกันไปในแต่ละสาขา ก่อนเดินทางไปลองสามารถสอบถามให้สาขาเช็กให้ก่อนได้ ถ้าอยากได้เลนส์โพลาไรซ์ที่ทำค่าสายตาได้ด้วย ลองอ่านเรื่อง Essilor Xperio เลนส์กันแดดโพลาไรซ์ที่ทำค่าสายตาได้ และ เลนส์กันแดด HOYA แบบมีค่าสายตา ส่วนการเลือกทรง Ray-Ban ให้เข้ากับหน้า อ่านต่อได้ที่ วิธีเลือกแว่น Ray-Ban ให้เข้ากับรูปหน้าและการใช้งาน

คำถามที่พบบ่อย

เลนส์โพลาไรซ์กับเลนส์กันแดดธรรมดา อันไหนกันยูวีได้ดีกว่ากัน

การกันยูวีกับโพลาไรซ์เป็นคนละคุณสมบัติกัน เลนส์กันแดดธรรมดาที่ได้มาตรฐานก็กันยูวีได้ ส่วนโพลาไรซ์มีหน้าที่หลักคือตัดแสงสะท้อนจากพื้นผิวเรียบอย่างถนนและผิวน้ำ แว่นกันแดดของแบรนด์ใหญ่ทั้งแบบโพลาไรซ์และไม่โพลาไรซ์จึงกันยูวีได้เหมือนกัน ถ้าเป้าหมายคือกันยูวีอย่างเดียว เลนส์ที่ไม่ใช่โพลาไรซ์ก็ตอบโจทย์ได้เช่นกัน ความต่างจะรู้สึกได้ตอนเจอแสงสะท้อนจ้ามากกว่า

ตัว P บนเลนส์ Ray-Ban หมายความว่าอะไร

ตัว P เล็ก ๆ ต่อท้ายโลโก้ Ray-Ban ที่มุมเลนส์คือเครื่องหมายว่าเลนส์คู่นั้นเป็นเลนส์โพลาไรซ์ของแบรนด์ ถ้าไม่เห็นตัว P และชื่อเฉดเลนส์ในหน้าสินค้าไม่มีคำว่า Polarized, Polarized+ หรือ Polarized S ก็ควรถือว่าเป็นเลนส์กันแดดแบบปกติ ถ้าไม่แน่ใจให้สาขาช่วยตรวจได้

ใส่แว่นโพลาไรซ์แล้วมองจอโทรศัพท์ไม่เห็น แว่นเสียหรือเปล่า

ไม่ได้เสีย เป็นผลปกติของเลนส์โพลาไรซ์ทุกยี่ห้อ เพราะหน้าจอ LCD และ OLED หลายรุ่นปล่อยแสงที่ถูกกรองทิศทางมาแล้ว เมื่อทิศทางของจอกับเลนส์ตั้งฉากกัน ภาพจึงมืดลงหรือดำไปในบางมุม ลองหมุนโทรศัพท์ไปเป็นแนวนอนหรือเอียงศีรษะเล็กน้อยก็มักอ่านได้ตามปกติ ถ้างานต้องอ่านหน้าจอแบบนี้ตลอดวัน อาจเลือกเลนส์กันแดดแบบไม่โพลาไรซ์แทน

Polarized+ กับ Chromance คือเลนส์เดียวกันไหม

ทั้งสองชื่อหมายถึงเลนส์โพลาไรซ์ที่เพิ่มสีสันและคอนทราสต์ให้ภาพดูสดกว่าโพลาไรซ์แบบพื้นฐาน รุ่นที่มีตัว CH ต่อท้ายรหัสมาจากยุคที่ใช้ชื่อ Chromance และปัจจุบันเว็บไซต์ Ray-Ban จัดรุ่นเหล่านี้ไว้ในคอลเลกชัน Polarized+ ในร้านจึงอาจเจอทั้งสองชื่อ ถ้าอยากรู้ว่ารุ่นที่สนใจอยู่กลุ่มไหน ให้ดูชื่อเฉดเลนส์ในหน้าสินค้า

Ray-Ban Reverse ใส่แล้วภาพเบี้ยวหรือเวียนหัวไหม

ความโค้งแบบเว้าเปลี่ยนหน้าตาของเลนส์ ไม่ได้เปลี่ยนเกณฑ์คุณภาพภาพ แว่นกันแดดไม่มีค่าสายตาในตลาดหลักต้องผ่านมาตรฐานอย่าง ISO 12312-1 ที่จำกัดค่ากำลังหักเห สายตาเอียง และปริซึมของเลนส์ไว้ไม่ว่ารูปทรงไหน อย่างไรก็ตามความรู้สึกตอนใส่ขึ้นกับแต่ละคนและความพอดีของกรอบ วิธีที่ดีที่สุดคือลองใส่จริงแล้วมองไกลและมองใกล้สักครู่ ถ้ามีอาการผิดปกติทางสายตาอยู่แล้ว ควรปรึกษานักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์ก่อน

แวะมาลองแว่นกันแดด Ray-Ban ทั้งแบบโพลาไรซ์ Polarized+ Polarized S และ Reverse ได้ที่ GIFTGREATS ทั้ง 8 สาขา คือ พระราม 2, ศาลายา, อุดมสุข (สุขุมวิท 103), เกษตร บางเขน, บางใหญ่, เดอะโฟร์ท สาย 4, ปิ่นเกล้า และชลบุรี (อมตะนคร) รุ่นและสีที่มีหน้าร้านอาจต่างกันในแต่ละสาขา ทุกสาขาตรวจสายตาเบื้องต้นให้ฟรี ดูแว่น Ray-Ban ทั้งหมดได้ที่ แว่น Ray-Ban ที่ GIFTGREATS ลองแว่นผ่านกล้องได้ที่ ลองแว่นผ่านกล้อง และดูราคาเลนส์ได้ที่ ราคาเลนส์